“ปานเทพ” ให้การตำรวจ เป็นพยานปม “ทนายตั้ม” ฉ้อโกง ‘เจ๊อ้อย’
โพสต์เมื่อ : 19 พ.ย 2567 เวลา 13:16 น.
“ปานเทพ” ให้การตำรวจ เป็นพยานปม “ทนายตั้ม” ฉ้อโกง ‘เจ๊อ้อย’ - มั่นใจ คดี 39 ล้าน มีความคืบหน้า - เชื่อ ฝ่ายโจทก์ได้เปรียบกว่า
เวลา 12.50 น. วันที่ 18 พ.ย. 67 ที่กองบังคับการปราบปราม นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เดินทางเข้าให้การกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ในกรณีนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม กรณีฉ้อโกง นางจตุพร อุบลเลิศ หรือ เจ๊อ้อย โดยระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจเชิญตนมาเป็นพยาน ในฐานะที่เป็นผู้ได้รับเรื่องจาก เจ๊อ้อย และคณะ โดยเช้าวันนี้เจ๊อ้อยเดินทางมาที่บ้านพระอาทิตย์ เป็นครั้งที่ 3 เพื่อมาขอบคุณนายสนธิ ลิ้มทองกุล และฝากขอบคุณสื่อมวลชนทุกค่ายที่ให้ข้อมูลเรื่องนี้ นอกจากนั้นยังมีการสัมภาษณ์เพิ่มเติมพิเศษในประเด็นอื่นๆ ที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นทำให้เราติดตามประเด็นนี้ต่อไป โดยเฉพาะคลิปที่สื่อมวลชนยังไม่ทราบ โดยจะเผยแพร่เป็นระยะ และสัมภาษณ์เจ๊อ้อย เป็นกรณีพิเศษเพิ่มเติม
เรื่องที่ 3 หลังจากนี้รายการ “สนธิทอล์ค” จะมีเปิดคลิปที่เกี่ยวข้องกับคดี ในเวลาที่เหมาะสม ซึ่งในขณะนี้เรามั่นใจแล้วว่า 39 ล้านบาท มีความคืบหน้าในคดีอย่างแน่นอน และมีความชัดเจนแล้วว่า มีความชัดเจนการแบ่งเงินกันเท่าไหร่ และแบ่งไปให้ใคร ซึ่งทั้งหมดในขณะนี้ทางเจ๊อ้อยได้ทราบข้อเท็จจริงแล้ว รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจก็รู้แล้วเช่นเดียวกัน จึงเชื่อว่าคดีจะคลี่คลายในเร็ววันอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ยังมีบางประเด็นที่สังคมอาจจะยังไม่เข้าใจ กรณีที่ทนายตั้มมีความพยายามจะนำลูกมาเป็นบุตรบุญธรรมของเจ๊อ้อย ซึ่งพบว่าแท้ที่จริงแล้วมีขบวนการก่อนหน้านั้น คือการทำพินัยกรรมและให้ทนายตั้มเป็นผู้จัดการมรดก โดยเฉพาะครั้งแรกยังไม่มีผู้จัดการมรดก ครั้งที่ 2 สำนักงานทนายความษิทรา มีการแปลงเป็นผู้จัดการมรดก แล้วยังพบว่ามีกรรมการที่ตามมาหลังจากนั้น ทั้งเรื่องของการติด GPS รถของเจ๊อ้อยจนทำให้รู้สึกไม่ปลอดภัย และชวนไปในสถานที่ต่างๆ ที่อาจจะไม่มีสัญญาณ GPS ซึ่งเจ๊อ้อยได้ปฏิเสธทั้งหมด และแม้ขณะนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงเรื่องพินัยกรรมเรียบร้อยแล้ว แต่ทนายตั้มยังไม่คืน พินัยกรรมครั้งก่อนไว้เลยแม้จะทวงถามไปแล้วโดยอ้างว่าได้ทำลายไปแล้วแต่ก็ไม่เคยทำร้ายให้เห็นต่อหน้าเจ๊อ้อย ฉะนั้นข้อมูลทั้งหมดจะนำมาประกอบคดีให้มีความ แน่นหนามากขึ้นในข้อหาฉ้อโกงเป็นปกติธุระ ส่วนลักษณะฉ้อโกงเป็นอย่างไรจะเปิดให้ฟังในรายการสนธิทอล์คครั้งหนึ่ง
ส่วนมูลค่าความเสียหาย ก็เป็นพินัยกรรมทั้งหมดที่เป็นสกุลเงินในต่างประเทศ และจะได้เห็นวิธีการและวิธีคิดของทนายตั้ม ตั้งแต่แรกโดยเฉพาะประเด็น 39,000,000 ล่าสุดจะยิ่งชัดเจนมากขึ้นว่าทั้งหมดแต่ต้นเป็นกระบวนการหลอกลวงหรือไม่ซึ่งขณะนี้รู้กระทั่งว่าเงินสองล้านบาทแรกที่อ้างว่าโอนไปที่เฉินคุณ แท้ที่จริงแล้วมีการโอนเงินเพียงแค่หนึ่งครั้งในมูลค่า 100,000 บาทเท่านั้น ส่วนเงินที่เหลือเป็นเรื่องเท็จเป็นการนำเงินโกหกและนำเงินไปเฉยๆ และมีการแจ้งความเท็จในเวลาต่อมาและที่สำคัญเงิน 39,000,000 มีการแบ่งเงินแล้วชัดเจนซึ่งมีก้อนหนึ่งที่เป็นเงิน 20 ล้านบาทที่มีการแบ่งฉันกันไปมีขบวนการมีรถขนอย่างชัดเจน ฉะนั้นทนายตั้มจะอ้างว่าไม่รู้ไม่ได้เพราะอย่างน้อยตัวเองก็มีการพูดคุยโทรศัพท์ติดต่อผ่าน LINE ต่างประเทศจึงเชื่อว่าคดีนี้จะคืบหน้าและจะเป็นพฤติกรรมที่ร้อยเรียงเรื่องราวสอดรับกับคดี 71 ล้านบาทอย่างแน่นอน
โดยคดีนี้เริ่มปี 2565 และจะยกเลิกใน 2567 ซึ่งกว่าเจ๊อ้อยจะรู้เรื่องทั้งหมดได้ก็มีปัญหา จึงเป็นที่มาของการยกเลิกในภายหลัง ผิดปกติและเรื่องนี้เจ๊อ้อยพบพฤติกรรมผิดปกติ จากนาเจ๊อ้อยจึงได้ไปทำพินัยกรรมฉบับที่สามกับหน่วยงานภาครัฐเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉะนั้นพินัยกรรมฉบับเก่าจึงไม่ผูกพันและเรื่องจริงและมีเจตนาที่ต้องการจะยกเลิกอย่างชัดเจน อีกทั้งยังพบว่ามีความผิดปกติในหลายกรณีทั้งในเรื่องของการใช้เงินการใช้รถหรูและเงิน 71,000,000 จึงคิดว่าต้องมีการยุตติอะไรบางอย่างเกิดขึ้น
เมื่อถามว่านอกจากทนายตามีใครเกี่ยวข้องกับเส้นทางการเงินหรือไม่นายปานเทพมองว่าพยานปากหนึ่งที่สำคัญคือพี่สาวของภรรยาทนายตั้ม ซึ่งทราบว่ามาให้การกับตำรวจแล้วโดยจากการดำเนินการโดยจากการดำเนินการทั้งหมดเชื่อว่าพี่สาวของภรรยาทนายตั้มไม่น่าจะเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด แต่น่าจะเป็นที่พักเงินหรือให้ทำธุรกรรมบางอย่างที่เจ้าตัวไม่รู้ก็เป็นไปได้ดังนั้นปากนี้ถือเป็นพยานได้ที่จะให้ข้อเท็จจริงและให้การเป็นประโยชน์ก็จะจะยิ่งเป็นประโยชน์ต่อตัวพยานเอง ซึ่งมีเส้นบางๆระหว่างพยานกับผู้สมรู้ร่วมคิด หากอยู่ในฐานะพยานต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจและหากดูศักยภาพก็เชื่อว่าป่านนี้ไม่มีศักยภาพที่จะเล่นเล่กลอุบายหรือบิดคดีช่วยใครและน่าจะเป็นผู้ที่ให้การเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี ส่วนพยาเนินอื่นๆก็มีการสอบไปเยอะเช่นกันและเชื่อว่าน่าจะมีความคืบหน้าในรูปของคดีเราต้องเชื่อมั่นก่อนว่าท่านผู้บัญชาการ ตำรวจสอบสวนทางผู้บังคับการกองปราบรวมถึงคณะทำงานที่ตั้งขึ้นเป็นคณะทำงานที่มีความเข้มแข็งในเรื่องของการค้นหาข้อมูลและการสืบสวนสอบสวนดังนั้นถ้าทนายตั้มไปประกาศว่าเชื่อมั่นภายใต้ตำรวจชุดนี้ทั้งหมดพวกเราก็เชื่อมั่นและที่มาถึงจุดนี้ได้เรียนตามตรงว่าเจ๊อ้อยคิดจะดำเนินการเพียงเรื่อง 71,000,000 เท่านั้นแต่ความคืบหน้าทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคดี 71,000,000 หรือ 9,000,000 หรือ 13,000,000 จนถึงล่าสุดเรื่องของการแบ่งเงินส่วนนึงมาจากสื่อชุมชนที่คอยผลักดันให้เกิดความจริงแต่อีกส่วนหนึ่งคือตำรวจไปสว่างหาข้อเท็จจริงจนกระทั่งรู้ความจริงทั้งหมดว่าเกิดอะไรขึ้นเจ๊อ้อยจึงไปสามารถแจ้งความเพิ่มเติมเพิ่มข้อหากรรมเข้าไปได้และตำรวจก็ต้องรวบรวมมาจนกระทั่งเป็นคดีฉ้อโกงเป็นปกติธุระจนได้ เพราะฉะนั้นหากเราเชื่อมั่นในตำรวจชุดนี้ก็เชื่อว่าตำรวจชุดนี้จะทำงานอย่างตรงไปตรงมามากที่สุด
กระบวนการยุติธรรมเจ้อ้อยมั่นใจในกระบวนการยุติธรรมรวมถึงพยานหลักฐานแต่เริ่มรู้สึกว่าตัวเองต้องควรได้รับความคุ้มครองและความปลอดภัย จะเดินทางไปไหนก็มีความรอบคอบและรัดกุมมากขึ้น ส่วนที่ทนายสายหยุด บอกว่ามั่นใจในตัวลูกความมองว่าก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีทนายคนไหนไม่มั่นใจลูกความของตนเองและเป็นธรรมชาติของการต่อสู้คดีความในกระบวนการยุติธรรม แต่ตนเห็นหลักฐานรวมกับที่ทนายความของทนายตั้มได้พูดในการออกอากาศ ตนมั่นใจว่าคดีนี้ฝ่ายโจทก์น่าจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบมากกว่า
z-z1603487247937.jpg)